[Fan Fiction] [YowaPeda] Phone Call

posted on 22 Jun 2014 18:54 by khaosap

YOWAMUSHI PEDAL fan fiction

 

Title : Phone Call

Pairing : Toudou Jinpachi x Makishima Yuusuke

Note : *มโนฉากในโรงแรมหลังจบอินเตอร์ไฮด์วันแรก* 

 สวัสดีค่ะ ,,- -,, นี่เป็นผลงานแฟนฟิคชั่นเรื่องแรกในรอบหลายปีเลยค่ะ.... ปกติจะเขียนแต่นิยาย original แต่คู่นี่เราจะไม่ทน >____< !!!! นี่คือพลังติ่ง และจิ้นล้วนๆ คือเราว่ามันน่ารัก คิกขุ โมเอ้มากๆ ถ้า official จะอวยขนาดนี้ แต่งงานกันไปเลยดีไหม!?

ถ้าไม่ตรงคาร์แรคเตอร์ยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ //หมอบกราบ.... แนะนำติชมได้ค่า

เราเองก็ไม่ได้เขียนแฟนฟิคมานานแล้ว รู้สึกขัดๆมืออยู่เหมือนกัน

----------------------------------------

 

ไม่มีมิสคอลล์...

ร่างโปร่งลอบถอนใจไม่รู้ตัวเมื่อเห็นหน้าจอวางเปล่าบนโทรศัพท์ของตน เขาตัดสินใจวางมันไว้ที่เดิม และหันไปสนใจจะเช็ดผมตัวเองให้แห้งหลังจากอาบน้ำเสร็จเพื่อเตรียมเข้าพักผ่อนให้เพียงพอสำหรับการแข่งขันอินเตอร์-ไฮด์วันที่สอง

มาคิชิมะไม่แน่ใจว่าตัวเองควรคาดหวังให้ใครสักคนโทรมาหรือไม่ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าการแข่งขันจักรยานมาราธอนในวันนี้ทำให้ทุกคนอ่อนล้าไปตามๆกัน มือเรียวที่มีนิ้วยาวกว่าปกติค่อยๆจับผ้าขนหนูผืนนุ่มเช็ดผมสีแปลกยาวสยายที่ยังเปียกโชก ปล่อยให้น้ำใสๆหยดลงพื้นขณะที่สางผมอยู่หน้าพัดลม

เรื่องลำบากของการไว้ผมยาวนั่นคือมันใช้เวลานานเสียเหลือเกินกว่าจะแห้งหลังสระ

และโทโดก็มักจะย้ำกับเขาเสมอว่าควรจะเช็ดให้แห้งสนิท...

ดวงตาเรียวเหลือบมองโทรศัพท์เครื่องเดิมที่วางไว้ไม่ไกลจากตัวก่อนจะเสกลับมาอย่างไม่เข้าใจตัวเอง เขาไม่ควรจะคาดหวังให้ใครโทรมาในยามนี้เพราะตัวเขาเองก็เหนื่อยเกินกว่าจะรับโทรศัพท์แล้วเช่นกัน เสียงหัวเราะสนุกสนานของพวกรุ่นน้องปีหนึ่งดังมาจากห้องพักข้างๆบอกได้ว่านารุโกะกับโอโนดะกำลังคุยเล่นเรื่องการแข่งขันวันนี้อยู่ ...เจ้าเด็กพวกนั้นดูมีความสุขดีนะ

รอยยิ้มที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนักจรดที่มุมปากเรียวเพียงครู่เดียว มาคิชิมะก็ยังคงสางผมต่อไปท่ามกลางความเงียบงันในห้องพักของปีสาม ดูเหมือนว่าทาโดโกโรกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการแช่น้ำอุ่นอย่างแน่นอน แต่เขาไม่แน่ใจว่าคินโจหายไปไหน ซึ่งคงไม่มีเหตุผลให้ด้วยเป็นห่วงกัปตันทีมหรอก ผู้ชายคนนั้นรู้งาน รู้เวลา และรู้หน้าที่ดีกว่าใคร ป่านนี้เขาอาจจะออกไปรับลมสบายๆอยู่ด้านนอกที่พักก็เป็นได้

...เอาไว้เช็ดผมเสร็จแล้วฉันจะออกไปบ้างก็แล้วกัน

ไฟบนหน้าจอมือถือกระพริบเป็นสัญญาณแบตเตอรี่อ่อน เรียกความสนใจจากเจ้าของให้หันมาจัดแจงหยิบสายชาร์จออกจากกระเป๋ามาเสียบ “ควรจะชาร์จพรุ่งนี้เช้าไหมนะ ถ้ามันดังขึ้นมาตอนกลางคืนจะว่ายังไง” แต่หลังจากบ่นกับตัวเอง มาคิชิมะก็นึกขึ้นได้ว่ามีคนไม่กี่คนที่จะโทรหาเขาในช่วงนี้ และหนึ่งในคนเหล่านั้นก็คงจะไม่โทรมารบกวนเวลานอนของเขาแน่

ถ้าจะโทรก็รีบๆโทรมาสิ เจ้าบ้า...

ร่างโปร่งยกโทรศัพท์ขึ้นมาดู และเหม่อมองขีดแบตเตอรี่เคลื่อนไหวจากหนึ่งขีดเป็นสองขีดและสามขีด ก่อนจะกลับมาเป็นหนึ่งขีดใหม่อีกครั้งวนไปเรื่อยๆ “โฮ่ย ทำอะไรน่ะ มาคิชิมะ” ร่างท้วมสูงใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินขนาดก้าวออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับไอร้อนลอยติดมาด้วยบอกได้ดีว่าอีกฝ่ายพอใจกับการแช่น้ำอุ่นแล้ว ทาโดโกโรเดินอมแปรงสีฟันออกมาและตรงไปหยิบยาสีฟันในกระเป๋าที่เตรียมมาอย่างเกียจคร้าน

“ปิดประตูสิ... ไอน้ำมันเข้ามาในห้องนะ แค่นี้ก็ร้อนจะแย่แล้ว”

ร่างโปร่งเอ็ดกลับ เขาวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมก่อนจะหันไปเป่าหัวหน้าพัดลมต่อ “รีบๆนอนไป นายรู้สึกไม่ดีไม่ใช่รึไง” ชายหนุ่มนึกได้ว่าเขาควรจะสนใจเพื่อนร่วมทีมที่กำลังป่วยและภาวนาให้อีกฝ่ายหายดีมากกว่าจะนั่งรอให้มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับโทรศัพท์ของตัวเอง

ไอ้อะไรบางอย่างที่ว่านี่มันคืออะไรล่ะ

“ชิ...”

มาคิชิมะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองอีกครั้งก่อนจะวางมันลับไปที่เดิมเป็นครั้งที่สาม “น่าจะปิดเครื่องให้รู้แล้วรู้รอด” นัยน์ตาสีเข้มหรี่มองหน้าจอเรืองแสงที่ค่อยๆดับไปเพราะฟังก์ชันประหยัดพลังงาน “จะโทรมาก็รีบๆโทรมา ฉันจะนอนแล้ว” เขาพึมพำ จังหวะเดียวกันที่หยดน้ำไหลมาที่ปลายผมและหยดลงบนหน้าขา

...มาคิจังต้องเช็คผมให้แห้งหลังอาบน้ำนะ! แห้งสนิทเลยนะ!!

“ไม่บอกก็รู้น่า”

ชายหนุ่มเถียงกับเสียงสดใสที่ดังขึ้นมาในหัวของเขา แล้วจึงขยับผ้าขนหนูขยี้ผมต่อเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป “บอกอะไร ใครว่าอะไรนะ” คนร่วมห้องเหลียวหลังออกมาจากห้องน้ำขณะแปรงฟัน ปล่อยให้น้ำที่ละลายยาสีฟันไหลออกจากมุมปาก “คินโจเร้อะ!”

“แปรงฟันไปเถอะน่า นั่นมันน่าดูซะที่ไหนกัน!”

พัดลมในห้องที่เป่านิ่งอยู่สักพักทำให้มาคิชิมะเริ่มรู้สึกหนาว เขาหันไปกดปุ่มปรับให้มันส่ายหน้าพัดไปมาตามเดิมและพยายามมีสมาธิกับการเช็ดผมให้เสร็จสักที หนังตาของชายหนุ่มตอนนี้แทบจะปิดอยู่แล้ว “เส้นทางพรุ่งนี้ยังอีกยาว รีบๆนอนเถอะ ทาโดโกโรจจิ”

...ไฟห้องดับพรึ่บทันทีที่สิ้นเสียงแปร่งพร่า

“เฮ้ย!” คนเช็ดผมยังไม่เสร็จสะดุ้งสุดตัว วูบหนึ่งที่เขาตกใจและคิดไปว่าไฟดับ ร่างโปร่งคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่ามันชาร์จอยู่หรือไม่ “ทาโดโกโรจจิ จะปิดไฟทำไม!!” เสียงเล็กแหว และวินาทีต่อมาไฟก็เปิดตามเดิมโดยตัวการยังยืนยิ้มกวนประสาทอยู่ที่สวิตซ์ไฟ และแน่นอนว่าในปากของเขายังมีแปรงสีฟันคาอยู่

“ก็ไล่ฉันไปนอนไม่ใช่เร้อะ”

“แปรงฟันไปเลยไป!”

...

ตรู๊ด...

โทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัวสั่นขึ้นมาพร้อมกับหน้าจอสะท้อนแสงที่ปรากฎชื่อของต้นสาย

‘โทโด จินปาจิ’

“มันใช่เวลามาโทรศัพท์ซะที่ไหนกัน!” มือเรียวคว้าอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาถือและตั้งใจจะกดวางด้วยความหงุดหงิด แต่แล้วนิ้วโป้งก็ขยับจอเลื่อนสไลด์ขึ้นตามสัญชาตญาณ

‘มาคิจัง! อา ดีจัง ฉันนึกว่าจะโทรมารบกวนเวลานอนซะแล้ว...’

วิธีการเรียกชื่อของต้นสายฟังแล้วน่าหงุดหงิด แต่ประโยคต่อมากลับทำให้มาคิชิมะยอมแนบหูกับโทรศัพท์อย่างเสียไม่ได้ “มีอะไร...” คนที่นั่งขวางพัดลมลุกขึ้นยืนและทิ้งผ้าขนหนูไว้ตรงนั้น เขาเดินออกไปที่ระเบียงห้องพักช้าๆ พร้อมกับเงี่ยหูฟังคำตอบจากโทรศัพท์ด้วย

‘ครั้งนี้รับสายเร็วจัง’

คิ้วเรียวขมวดมุ่น และริมฝีปากบางก็เม้มเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว “ก็นายโทรมารบกวนเวลานอนนี่”

‘แต่เสียงไม่ง่วงเลยน้า... แต่ก็จริงอยู่ วันนี้คงจะเหนื่อยมากสินะ ฉันควรจะปล่อยนายไปพักผ่อน’

มือเรียวปิดประตูห้อง และมาคิชิมะก็ยืนรับลมอยู่ด้านนอก ปล่อยให้ลมฤดูร้อนพัดผมเส้นผมเปียกชื้นของตน “อืม...” เขาไม่รู้จะตอบอะไร ชายหนุ่มวางมือลงบนราวระเบียงและพยายามจะฟังต่อว่าต้นสายจะพูดอะไรต่อ โทโดไม่ใช่คนที่รู้สึกอะไรกับอาการอาการเดดแอร์ของเขาอยู่แล้ว

‘มาคิจัง เช็ดผมให้แห้งด้วยนะ... แห้งสนิทเลยนะ แล้วตอนนอนก็ห่มผ้าด้วย อย่าเอาพัดลมมาจ่---’

“นายเป็นแม่ฉันหรือไง” คนถูกจ้ำจี้จ้ำไชตอบกลับ ดวงตาง่วงงุนเหม่อมองไปที่ราวตากผ้าด้านนอกซึ่งมีเสื้อทีมแขวนตากอยู่ “แล้วนายยังไม่นอนเหรอ” นานสักครั้งที่มาคิชิมะจะตอบกลับ ดังนั้นปฏิกิริยาของต้นปลายจึงตื่นเต้นมากกว่าปกติ

‘ใกล้แล้วล่ะ! แต่ฉันเป็นห่วงมาคิจังนี่ นายชอบลืมนั่นลืมนี่อยู่เรื่อย แล้วนี่ตอนเย็นกินอาหารดีไหม’

“ฉันสบายดีน่า”

รอยยิ้มจางจรดที่มุมปากอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่รอยยิ้มเอ็นดูที่เขามีให้รุ่นน้อง... นี่เป็นรอยยิ้มของความดีใจ อีกฝ่ายใส่ใจเขาอยู่เสมอ แม้ว่าในหลายๆครั้งจะใส่ใจมากจนน่ารำคาญเกินไปก็ตาม มาคิชิมะจำไม่ได้ว่าเขาเคยนึกเสียใจหรือไม่ที่ให้เบอร์โทรศัพท์กับโทโด แต่ในตอนนี้เขารู้ว่าตนเองรู้สึกดีใจมากจนต้องยิ้มออกมาที่อีกฝ่ายโทรหาเขา

เพราะคำพูดของโทโดในวันนี้...

ทำให้เขาเผลอคิดไปว่า หากจบการแข่งขันนี้แล้ว พวกเขาอาจจะไม่ได้พบกันอีก

เหตุผลที่คนน่ารำคาญพรรค์นี้โทรหาเขาก็เพื่อจะไถ่ถามถึงสุขภาพกาย สุขภาพใจของเขาว่ายังดีอยู่ไหม เพื่อให้พร้อมกับการแข่งขัน แต่ถ้าไม่มีการแข่งขันอีกแล้ว โทโดจะยังโทรหาเขาอยู่ดีไหม นี่เป็นคำถามที่ร่างโปร่งอยากรู้ แต่ไม่คิดจะหาคำตอบเลยแม้แต่น้อย

หลังจบอินเตอร์-ไฮด์นี้ โทโดจะยังติดต่อเขาอีกไหม

จะโทรมาทุกๆสองวันอีกไหม โทรมาอาทิตย์ละสามครั้งอย่างเดิมหรือเปล่า...

‘มาคิจัง... เป็นอะไรรึเปล่า’

โทโดผู้ไม่เคยสนใจกับนิสัยพูดน้อยของมาคิชิมะกลับเดาอารมณ์ขอร่างโปร่งออกเสียอย่างนั้น และแน่นอนว่าเจ้าตัวก็เริ่มซักไซ่ไถ่ถามด้วยความเป็นห่วงอย่างเคย แต่ที่ทำไปทั้งหมดนั้นก็เพราะอยากให้มาคิชิมะพร้อมสำหรับการแข่ขันไม่ใช่หรือ

...หากพวกเขาไม่ได้แข่งกันอีกแล้ว อีกฝ่ายจะยังโทรมาสนใจสุขภาพ ความรู้สึกเขาอีกไหม

“ฉันง่วงแล้ว” ปลายสายตัดบท “นายก็ควรจะพักผ่อนเหมือนกัน” ขายาวค่อยๆทรุดลงนั่งที่หน้าระเบียงนั้น และใบหน้าที่ดูกังวลตลอดเวลาก็แหงนมองท้องฟ้าดำมืดที่พราวไปด้วยดวงดาว “การแข่งพรุ่งนี้... ไม่ง่าย”

‘มาคิจังล่ะ ยังไม่นอนเหรอ... ฉันตากลมอยู่ด้านนอกน่ะ ลมฤดูร้อนตอนกลางคืนมันดีนะ’

“เฮอะ เดี๋ยวก็ไม่สบาย...”

เสียงแหบแค่นหัวเราะตอบ มาคิชิมะแหงนมองกลุ่มดาวบนฟ้า ขณะคิดไปเองว่า อีกฝ่ายที่ตากลมอยู่ที่ว่านี้ จะมองดาวเหมือนกับที่เขาทำอยู่รึเปล่า “นี่ โทโด...” หลังโปร่งเอนพิงประตูห้องพัก ขายาวเก้งก้างก็ยืดยันระเบียงแคบ เปลือกตาบางปรือลงเหม่อมองไปที่ลายบนพื้นไม้ “หลังจบการแข่งแล้ว...”

...ต้นสายเงียบฟังอย่างตั้งใจ

“ใครจะชนะกันนะ”

นั่นไม่ใช่สิ่งที่มาคิชิมะต้องการจะพูดเลย... แต่เขาไม่อาจถามคำถามอย่างที่ต้องการได้ คิ้วเรียวขมวดมุ่น เช่นเดียวกับริมฝีปากที่เม้มตึงอย่างกดดัน เขาไม่อาจถามออกไปได้ แม้ว่านั่นจะเป็นคำถามที่เขาต้องการคำตอบมากที่สุดก็ตาม

แต่เขาไม่อาจออกปาก....

ไม่มีเหตุผลที่โทโดจะต้องติดต่อเขาอีก ที่ผ่านมาเขาก็รำคาญอีกฝ่ายมาตลอดไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดตอนนี้จึงมานึกหวิวใจเอาดื้อๆ “...จินปาจิ”

‘ฉันฟังอยู่ มาคิจัง... ฉันฟังอยู่ตลอด’

น้ำเสียงที่กล่าวผ่านโทรศัพท์นั้นอ่อนโยน และนุ่มนวลช่วยกล่อมเกลาจิตใจ

‘ต้องฝันดีนะ มาคิจัง... วันนี้เป็นวันที่ดีมาก ฉันสนุกมาก นายก็คงสนุกเหมือนกันใช่ไหม’

มาคิชิมะเม้มริมฝีปากแน่น เขางึมงำตอบในคอเป็นเสียงครางครือ และปล่อยให้ปลายสายพูดต่ออย่างไม่คิดจะขัดคอ ไม่ว่าโทโดจะพูดอะไรเขาจะไม่ขัด ในตอนนี้ชายหนุ่มอาจต้องการฟังแค่เสียงของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะพูดอะไรออกมาก็ตาม... พูดกับฉันนะ โทโด

‘มาคิจัง... นี่เป็นสามปีที่สนุกมากเลย’

กระบอกตาของคนฟังร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ร่างโปร่งหลับตาลงพร้อมกับยกมือขึ้นกุมหน้าสักพักเพื่อปรับความรู้สึก แะน้ำสียงของตัวเองให้เป็นปกติ “ฉันรู้...” มาคิชิมะรู้มาตลอดว่านี่เป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายที่เขาจะมีโอกาสได้แข่งกันโทโด ดังนั้นมันจึงเป็นการแข่งขันที่สนุกที่สุด

...และทำให้เขามีความสุขที่สุด

แต่ความสุขก็ไม่เคยอยู่กับใครนาน “โทโด พรุ่งนี้---”

‘มาคิจัง... เห็นดาวศุกร์บนฟ้าไหม’

นัยน์ตาสีเข้มเหลือบขึ้นมองฟ้าตามที่ต้นสายพูด มาคิชิมะลืมสิ่งที่ตนต้องการจะพูดไปจนหมด เขามองเห็นดาวดวงหนึ่งซึ่งส่องประกายสีเงินโดดเด่นบนฟากฟ้า นั่นคงจะเป็นดาวศุกร์ที่โทโดพูดถึง “อืม เห็น” มันเป็นดาวแห่งความหวังอย่างนั้นหรือ รึว่าเป็นดาวแห่งชัยชนะ หรือขอพรกับมันแล้วจะสมหวังรึอย่างไร มันเป็นดาวแบบไหนกันที่ทำให้โทโดต้องบอกให้เขามอง

‘อือ อย่างนั้น... เราก็มองดาวดวงเดียวกันแล้วนะ มาคิจัง’

“เจ้าบ้า ไร้สาระ!”

ร่างโปร่งรีบถอนสายตาออกมาจากดาวดวงที่ว่าและเอ็ดใส่โทรศัพท์ทีหนึ่งอย่างหมั่นไส้เต็มประดา แต่สิ่งที่คู่สนทนาทำกลับเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุข เสียงหัวเราะแบบนี้เองรึเปล่าที่ทำให้มาคิชิมะรู้สึกยินดีกับการรับโทรศัพท์จากคนที่พูดมากและพูดไม่หยุดคนนี้ เพราะตัวเขาไม่ค่อยยิ้ม และแทบจะไม่หัวเราะ เขาทำได้แค่แค่นเสียงขึ้นจมูกซึ่งพูดดูเหยียดหยามมากกว่ายินดี และเหยียดริมฝีปากยิ้มอย่างดูถูกมากกว่ายิ้มอย่างมีความสุข

เพราะโทโดทำทุกอย่างที่เขาทำไม่ได้รึเปล่า... เขาจึงมีความสุข

‘มาคิจัง...’

ต้นสายเว้นจังหวะ ซึ่งน่าแปลกสำหรับโทโดที่ไม่เคยลังเลในการสนทนา ‘นี่เป็นสามปีที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ... มาคิจัง ถ้าฉันขอมากกว่าสามปี นายจะให้ฉันได้ไหม’

...

ปลายสายอ้าปากค้างพร้อมกับมุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “พูดอะไรของนาย”

‘ฉันจะต้องเสียคู่แข่งคนสำคัญของฉันไปในเวลาสามปีจริงๆเหรอ ฉันไม่ยอมหรอกนะ นายจะแข่งกับฉันต่อไปอีกไม่ได้เหรอ’ มาคิชิมะมุ่นคิ้วแน่น ทั้งที่โทโดเป็นคนพูดเองไม่ใช่หรือว่านี่เป็นการแข่งขันครั้งสุดท้าย ฝ่ายนั้นพูดเองไม่ใช่หรือ... พูดเหมือนกับว่าจะไม่พบเขาอีกแล้ว

...จะไม่โทรหาเขาอีกแล้ว

‘มาคิจัง...’ อีกฝ่ายเรียกเขาอีกครั้ง ‘เป็นคู่แข่งของฉันต่อไปได้ไหม’

มาคิจัง...

มาคิชิมะ...

‘ยูซุเกะ’

“ได้สิ” นิ้วเรียวขยับขึ้นม้วนปลายผมตัวเองเล่นโดยไม่รู้ตัว “อยากจะแข่งอะไรล่ะ” มาแข่งกับฉันสิ โทโด... ฉันจะแข่งกับนายให้ได้ทุกเรื่อง มาคิชิมะคิดเช่นนั้น ร่างโปร่งเสยผมของตนขึ้นและกุมหัวตนัวเองไว้อย่างนั้นด้วยไม่รู้ว่าควรจะทำหน้าอย่างไร หรือพูดอะไรต่อ “แข่งต่อไปก็ตามใจสิ”

...แข่งสิ แล้วโทรหาฉันอีกนะ

‘มาคิจังง่วงแล้วเหรอ นายควรจะไปนอนได้แล้วมั้ง’

“ไม่หรอก ดาวก็สวยดี ฉันว่าจะนั่งตรงนี้อีกสักหน่อย” ใบหน้าเรียวเงยขึ้นรับแสงจันทร์ พิงท้ายทอยกับประตูห้องและเอนหลังอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกดี “นายนั่นแหละ ไปนอน” เปลือกตาที่หนักอยู่แล้วเริ่มปรือลง ริมฝีปากบางก็อ้าหาวอ่อนล้า

‘ฉันยังอยากคุยกับมาคิจัง... วันนี้เราได้คุยกันนิดเดียว’

“นิดเดียวของนาย...” ผมที่แห้งแล้วตกลงมาปรกหน้า เจ้าของร่างค่อยๆเอียงคอสัปหงก ขณะที่ต้นสายยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนโยน

‘แข่งเสร็จแล้วเราไปเที่ยวกันไหม มาคิจังไม่ยอมมาฉลองวันครบรอบของเราเมื่อเดือนก่อนนะ’

“เจ้าบ้า นายเป็นผู้หญิงใช่ไห---”

เปลือกตาบางค่อยๆปิดลง ทั้งที่โทรศัพท์ยังอยู่ในมือ ร่างโปร่งผ่อนลมหายใจสม่ำเสมอขณะก้าวเข้าสู่นิทรา โดยที่ต้นสายยังไม่ทิ้งโทรศัพท์จากไป ‘มาคิจัง... ต้องฝันดีนะ นี่เป็นวันที่ดีที่สุดของฉันเลย’ ปลายสายผ่อนลมหายใจครางครือ บอกคู่สนทนาผ่านโทรศัพท์ได้ว่าเจ้าตัวหลับไปเสียแล้ว

โทโดได้แต่ยิ้มกับโทรศัพท์ของตน ก่อนจะกระซิบย้ำอีกครั้งก่อนวางสาย ‘ต้องฝันดีนะ ยูซุเกะ’

...

“มาคิชิมะ!!!! มาทำอะไรตรงนี้ เข้าไปนอนดีๆในห้องไป!!!” หมีตัวหนึ่งโวยวายขึ้นกลางดึกคืนนั้นเอง

 

Comment

Comment:

Tweet